คุณรู้ไหม? ว่าการเดินทางด้วยรถไฟเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในญี่ปุ่นมาแล้วเกือบ 150 ปี โดยทางรถไฟสายแรกเปิดให้บริการวันที่ 14 ตุลาคม 1872 และนับแต่นั้น เครือข่ายทางรถไฟก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วไปทั่วประเทศ จากพื้นที่ทางตอนเหนือในฮอกไกโด ไปจนถึงพื้นที่ทางตอนใต้ในคิวชู ถ้าคุณอยากเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นผ่านการสัญจรด้วยรถไฟล่ะก็ มีสถานที่พิเศษที่ห้ามพลาดซึ่งตั้งอยู่ในเมืองไซตามะ (さいたま市) จังหวัดไซตามะ
เชิญพบกับพิพิธภัณฑ์รถไฟ (鉄道博物館 Tetsudō Hakubutsukan) พิพิธภัณฑ์ที่ผู้เยี่ยมชมสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการเดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่นนับตั้งแต่ที่รถไฟถูกนำเข้ามาในศตวรรษที่ 19 โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เริ่มให้บริการเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2007 ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะให้เป็นพื้นที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างรถไฟและผู้คนในญี่ปุ่น อีกทั้งผู้เยี่ยมชมยังสามารถสัมผัสได้ด้วยตัวเองว่ารถไฟเปลี่ยนชีวิตผู้คนไปตลอดกาลได้อย่างไร
ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์รถไฟเมื่อไม่นานมานี้ และแม้ว่าผมอ่านเรื่องประวัติศาสตร์รถไฟมาบ้างแล้ว พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็แสดงให้ผมเห็นว่ามีอีกหลายเรื่องที่ผมยังไม่รู้เกี่ยวกับทางรถไฟในประเทศนี้ ระหว่างที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ ผมรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในอดีตเมื่อนานมาแล้ว ในสมัยที่รถไฟยังถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรไอน้ำ และผมยังได้เห็นว่าการเดินทางด้วยรถไฟในวันนี้จะเป็นอย่างไรในอนาคตด้วย
ในบทความนี้ ผมจะมาเล่าประสบการณ์ของผมและสิ่งที่ได้ค้นพบ ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ตั้งแต่แกลเลอรี่ภาพถ่ายที่ถ่ายทอดการเดินทางด้วยรถไฟในอดีต ไปจนถึงบรรดารถไฟของจริงที่ถูกบำรุงรักษาไว้ให้ผู้คนได้ชมกัน ยิ่งไปกว่านั้น วันที่ 14 ตุลาคมปีนี้ (2022) เป็นวันครบรอบ 150 ปีของการรถไฟในญี่ปุ่น ดังนั้นการได้ก้าวเข้าไปในอาคารแห่งนี้ในปีนี้จึงเป็นโอกาสที่พิเศษมากสำหรับผม เพื่อไม่ให้เสียเวลา มาเดิน “ย้อนราง” เปิดหูเปิดตากับผม ณ พิพิธภัณฑ์รถไฟแห่งนี้กัน ไปลุยกันเลย!
การเดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์
การเดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์เริ่มต้นที่สถานี Ōmiya ซึ่งเมื่อมาถึง ผมก็ต้องเปลี่ยนไปโดยสาร New Shuttle (ニューシャトル) และเดินทางไปยังสถานี Tetsudohakubutsukan (鉄道博物館駅) โดยสถานี Ōmiya เป็นสถานีชุมสายรถไฟแห่งใหญ่ และสำหรับคนที่ไม่เคยไปที่นั่น มันอาจเป็นเรื่องน่าหวั่นใจนิดนึงที่ต้องหาทางไปในสถานีที่พลุกพล่าน โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งรีบในตอนเช้า
จำที่ผมพูดก่อนหน้านี้ว่าปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 150 ปีของการรถไฟในญี่ปุ่นได้ไหม? ผมเจอสิ่งที่ช่วยย้ำเตือนเรื่องนั้นอย่างแจ่มแจ้งที่สถานี Ōmiya เพราะผมเจอป้ายขนาดใหญ่ที่บอกเล่าโอกาสสำคัญดังกล่าวอยู่บนพื้นในสถานี ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากพิพิธภัณฑ์รถไฟเปิดตัวเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2007 ปีนี้จึงเป็นโอกาสครบรอบ 15 ปีของการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ด้วย ผมโชคดีมากที่ได้ไปที่นั่น ณ เวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์แบบนี้!
จากสถานี Ōmiya ก็ใช้เวลานั่ง New Shuttle สั้นๆ อีก 2 นาทีเพื่อไปยังสถานี Tetsudohakubutsukan ที่มีพิพิธภัณฑ์รถไฟตั้งอยู่ติดกับสถานี ผมขอแถมเกร็ดความรู้นิดนึง เดิมทีสถานีนี้มีชื่อว่าสถานี Ōnari ตอนที่มันเปิดให้บริการเมื่อปี 1983 แต่หลังจากที่พิพิธภัณฑ์เปิดตัวในปี 2007 มันก็ถูกตั้งชื่อใหม่ว่าสถานี Tetsudohakubutsukan (แปลตรงตัวว่า “สถานีพิพิธภัณฑ์รถไฟ”)
ก้าวเข้าไปในพิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑ์รถไฟเป็นพิพิธภัณฑ์ที่กว้างขวางซึ่งมีพื้นที่จัดแสดงมากถึง 9,500 ตารางเมตร และแบ่งออกเป็นหลายโซนที่จัดแสดงแง่มุมต่างๆ ของการเดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่น เช่นรถไฟย้อนยุคเก่าแก่ โมเดลสามมิติจำลองรถไฟ เครื่องจำลองตู้รถไฟ แกลเลอรี่รูปภาพและสิ่งของ และอีกมากมาย โดยหลักๆ พิพิธภัณฑ์ถูกแบ่งออกเป็นห้า “สถานี” ด้วยกัน ได้แก่สถานีล้อขับเคลื่อน (Rolling Stock Station) สถานีอาชีพ (Job Station) สถานีประวัติศาสตร์ (History Station) สถานีวิทยาศาสตร์ (Science Station) และสถานีอนาคต (Future Station) ผมจะขอพาคุณไปดูไฮไลท์ของทัวร์ในพิพิธภัณฑ์ของผมกัน
① สำรวจบรรดารถไฟจากวันวาน
สถานีที่เด่นที่สุดคงไม่พ้นสถานีล้อขับเคลื่อนที่มีพื้นที่กว้างสุดในบรรดาสถานีทั้งหมดในพิพิธภัณฑ์ สถานีนี้ตั้งอยู่ในโถงจัดแสดงหลักในอาคารหลักของพิพิธภัณฑ์ และที่นี่ มีตู้รถไฟเก่าแก่มากถึง 36 คันถูกจัดแสดงอยู่ ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าไปชมมรดกทางประวัติศาสตร์ที่เคยโลดแล่นไปบนทางรถไฟทั่วญี่ปุ่นเหล่านี้ได้อย่างใกล้ชิด
ในบรรดารถไฟที่จัดแสดงอยู่ในสถานีล้อขับเคลื่อนนั้น รถที่โดดเด่นที่สุดก็คือรถจักรไอน้ำหมายเลข 1 ซึ่งเป็นรถไฟหัวจักรไอน้ำ (Steam Locomotive, SL) ขบวนแรกของญี่ปุ่น รถไฟที่ถูกนำเข้าจากสหราชอาณาจักรขบวนนี้เคยวิ่งอยู่บนทางรถไฟสายแรกในญี่ปุ่น ระหว่างสถานี Shimbashi (新橋駅) เก่าและอดีตสถานี Yokohama (ปัจจุบันเป็นสถานี Sakuragichō) อีกทั้งยังเป็นรถไฟขบวนแรกของญี่ปุ่นที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมบัติสำคัญทางวัฒนธรรมในปี 1997
ผู้เยี่ยมชมยังสามารถเข้าไปดูตู้รถโดยสารที่เคยต่อพ่วงกับรถจักรไอน้ำหมายเลข 1 ได้ด้วย ซึ่งตู้รถโดยสารดังกล่าวเป็นโมเดลที่จำลองมาจากของจริงที่ผู้โดยสารเคยนั่งกัน ตู้รถโดยสารนี้ถูกจำลองสร้างขึ้นด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อจำลองให้เห็นว่าตู้รถโดยสารของผู้โดยสารชั้น 3 นั้นเคยมีหน้าตาเป็นอย่างไร
อีกอย่างหนึ่งที่อาจจะดูแปลกตาสำหรับผู้เยี่ยมชมก็คือป้ายเก่าของสถานี Shimbashi ที่เขียนว่า しばん志 (คำอ่าน shi-ba-n-shi) ชื่อสถานีเมื่อก่อนมักเขียนและอ่านกันแบบกลับด้านจากขวาไปซ้าย ซึ่งตรงกันข้ามกับวิธีการเขียนในปัจจุบัน (ซ้ายไปขวา) จึงเป็นที่มาของรูปแบบการเขียนที่แปลกตาดังกล่าว นอกจากนี้ ชื่อสถานียังถูกเขียนโดยใช้อักษร 志 (อ่านว่า “shi” – ชิ) ที่หมายถึง “ความตั้งใจ / ความทะเยอทะยาน” น่าสนใจดีนะคุณว่าไหม?
รู้อะไรไหม? คุณยังลองนั่งตู้รถไฟเก่าย้อนยุคได้ด้วยนะ เช่นคุณสามารถก้าวเข้าไปข้างในตู้รถพลังงานไฟฟ้า Kumoha 40 และนั่งลงเพื่อสัมผัสว่าการเดินทางไปบนตู้รถนี้ในอดีตนั้นเป็นอย่างไร
ในตู้รถไฟอีกคันชื่อ KiHa 41300 ตัวรถจะมีการขยับและที่หน้าต่างมีจอที่ฉายภาพเคลื่อนไหวของวิวด้านนอกเพื่อจำลองการนั่งรถไฟ คุณจะรู้สึกราวกับว่าได้นั่งรถไฟจริงๆ ก็ไม่ปาน!
ขณะที่ผมเดินชมไปรอบๆ โถง ผมได้เรียนรู้ว่าหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์การรถไฟญี่ปุ่นเกิดขึ้น ณ วันที่ 1 ตุลาคม 1964 ซึ่งเป็นตอนที่ทางรถไฟสาย New Tokaido หรือที่รู้จักกันดีในฐานะ Tokaido Shinkansen (โทไคโดชินคันเซ็น) เปิดตัวต่อสาธารณชน และเป็นหมุดหมายการเปิดตัวบริการชินคันเซ็นแรกของประเทศ ที่เอื้อให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางระหว่างสถานี Tokyo และสถานี Shin-Osaka ได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นโดยใช้รถไฟความเร็วสูงซีรีส์ 0 รุ่นแรก
ลองนึกภาพดู ผู้คนเดินทางรอบญี่ปุ่นด้วยชินคันเซ็นมานานกว่า 50 ปีแล้ว เรามาไกลเหมือนกันนะว่าไหม?
② ดำดิ่งไปในไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์การรถไฟญี่ปุ่น
สถานีล้อขับเคลื่อนนั้นมีพื้นที่สองชั้นด้วยกัน และหลังจากสำรวจดูขบวนรถไฟต่างๆ ที่ชั้นหนึ่งไปแล้ว ผมขึ้นมาที่ชั้นสอง ที่ที่ผมได้เจอกับการจัดแสดงที่น่าทึ่งอีกอัน ที่นั่นมีผังลำดับเหตุการณ์ของการรถไฟจัดแสดงอยู่ ซึ่งโชว์กราฟฟิกของไทม์ไลน์ให้เราได้เห็นบรรดารถไฟขบวนเด่นที่เคยวิ่งไปบนรางรถไฟทั่วประเทศญี่ปุ่น ณ ช่วงยุคต่างๆ

ที่น่าตื่นตาก็คือ นอกจากไทม์ไลน์ที่ให้เราได้เห็นภาพวิวัฒนาการของรถไฟตลอดหลายปีที่ผ่านมาแล้ว ยังมีแกลเลอรี่โมเดลรถไฟจัดแสดงอยู่ใต้ไทม์ไลน์ด้วย โมเดลเหล่านี้เป็นแบบจำลองขนาดเล็กของรถไฟที่มีอยู่จริง และจากการเดินลงไปตามโถงทางเดินเพื่อดูโมเดลแล้ว ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของรถไฟตามปีต่างๆ อย่างชัดเจน ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่พวกมันถูกขับเคลื่อนด้วยจักรไอน้ำ ไปจนถึงขบวนที่โมเดิร์นทันสมัยอย่างที่ผู้โดยสารนั่งกันทุกวันนี้
การหาขบวนที่ตัวผมเองเคยนั่งมาก่อนเป็นอะไรที่สนุกมาก ดังนั้นครั้งหน้าที่คุณมาที่พิพิธภัณฑ์นี้ ลองมาดูว่าคุณสามารถหา (หรือแม้กระทั่งบอกชื่อ) รถไฟต่างๆ ที่คุณเคยนั่งดูไหม?
③ สวมบทเป็นคนขับรถไฟหัวจักรไอน้ำ
ผมกลับไปที่ชั้นหนึ่งของโถงนิทรรศการหลัก เพราะว่ามีสิ่งจัดแสดงที่พิเศษมากอย่างหนึ่งที่ผมและเพื่อนร่วมงานผมมีโอกาสได้ชมเป็นพิเศษ ซึ่ง ณ มุมหนึ่งของสถานีล้อขับเคลื่อนนั้น มีเครื่องจำลองรถไฟ D51 ตั้งอยู่ ผู้เยี่ยมชมสามารถชมห้องคนขับของรถไฟหัวจักรไอน้ำที่สร้างขึ้นใหม่อย่างถูกต้องทุกระเบียดนิ้วได้
เครื่องจำลองนี้เปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้ลองขับรถไฟหัวจักรไอน้ำด้วยตัวเอง มันจำลองห้องคนขับของจริงในรถไฟหัวจักรไอน้ำ D51 อย่างถูกต้องในทุกรายละเอียดยิบย่อย และรวมอุปกรณ์ส่วนต่างๆ ที่คนขับรถไฟต้องบังคับระหว่างที่ขับรถไฟไว้ครบ เช่นวาล์วควบคุม มาตรวัดความดัน และบรรดาเบรกชะลอรถ

ผมต้องยอมรับว่าครั้งแรกที่ผมเห็นเครื่องจำลองรถไฟหัวจักรไอน้ำ D51 ผมแอบหวั่นใจเมื่อเห็นบรรดาวาล์ว สวิตช์ และมาตรวัดมากมายที่ประกอบขึ้นเป็นห้องคนขับนี้ มันเป็นอุปกรณ์เครื่องกลขนาดใหญ่ที่ตอกย้ำให้ทุกคนได้ตระหนักว่าการเป็นคนขับรถไฟหัวจักรไอน้ำนั้นเป็นงานที่ยากเย็นและเหนื่อยหน่าย
จูเลียเพื่อนร่วมงานของผมมีโอกาสลองเดินเครื่องจำลองดูโดยมีเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์คอยช่วยเหลือเป็นอย่างดี มันเป็นประสบการณ์ที่เปิดหูเปิดตาทีเดียว ในขณะที่เธอบังคับลูกบิดและคันโยกต่างๆ เครื่องจำลองก็ฉายภาพเคลื่อนไหวของวิวด้านนอก แถมยังโยกไปมาเพื่อจำลองประสบการณ์นั่งรถไฟหัวจักรไอน้ำที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่
(หมายเหตุ: ผู้เยี่ยมชมสามารถลองเครื่องจำลองรถไฟหัวจักรไอน้ำ D51 ได้ในกรณีที่เข้าร่วมและชนะการสุ่มรางวัลบนแอปพลิเคชัน The Railway Museum Raffle เท่านั้น)
④ ว้าวไปกับเสียงหวูดรถไฟ
ณ ใจกลางของสถานีล้อขับเคลื่อนนั้นมีแท่นหมุนขนาดใหญ่ที่จัดแสดงตู้รถไฟที่ถูกเลือก ซึ่งจะเปลี่ยนรถไฟไปตามวาระและโอกาส ตอนที่ผมไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นั้น ตู้รถไฟที่อยู่บนแทนหมุนคือรถไฟหัวจักรไอน้ำ C57 ขบวนเด่น อันเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่มักเป็นที่รู้จักในนาม “หญิงสูงศักดิ์” (貴婦人 kifujin) และเป็นที่นี่เองที่ผมได้สัมผัสประสบการณ์ที่น่าทึ่ง

ไม่กี่นาทีต่อไป ผู้เยี่ยมชมทั้งหมดที่อยู่ในสถานีล้อขับเคลื่อนต่างตกใจกับเสียงหวูดรถไฟที่ดังก้องมาจากศูนย์กลางของแท่นหมุน มันเป็นประสบการณ์ตรงที่ทุกคนจะได้ฟังว่าเสียงหวูดรถไฟนั้นเป็นอย่างไร และมันเป็นอีกประสบการณ์ใหม่ที่ไม่ค่อยมีใครได้สัมผัสกัน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เราอยู่กันนี้
⑤ ค้นพบวิวัฒนาการของนวัตกรรมรถไฟญี่ปุ่น
จากนั้น ผมไปต่อที่สถานีประวัติศาสตร์ (History Station) ที่ตั้งอยู่บนชั้นสามของอาคารทิศใต้ สถานีนี้เด่นเรื่องแกลเลอรี่ขนาดเล็กที่ผู้เยี่ยมชมสามารถสำรวจประวัติศาสตร์อันยาวนาน 150 ปีของการเดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่น และวิวัฒนาการของรถไฟญี่ปุ่นตามช่วงปีต่างๆ นับตั้งแต่ที่รถไฟขบวนแรกให้บริการในปี 1872 แกลเลอรี่ดังกล่าวจัดแสดงภาพถ่ายและรูปภาพเก่าแก่ของรถไฟและสถานีรถไฟที่รวบรวมมาจากหอสมุดประวัติศาสตร์ รวมถึงจัดแสดงเกี่ยวกับบุคคลสำคัญที่มีส่วนร่วมอย่างมากในการพัฒนาระบบรางรถไฟ
ผู้เยี่ยมชมที่มายังสถานีประวัติศาสตร์จะตะลึงไปกับระฆังขนาดยักษ์ที่แขวนไว้กับเพดาน ณ ตรงกลางของแกลเลอรี่ ระฆังนี้เป็นแบบจำลองของระฆังต้นแบบที่อยู่ที่วัดโซโจจิ (増上寺, Zōjōji Temple) และในอดีตเคยมีแผนที่จะย้ายระฆังไปใกล้อดีตสถานี Shimbashi เพื่อใช้บอกเวลาให้กับผู้โดยสาร ณ เวลานั้น อย่างไรก็ตาม การย้ายระฆังนั้นทำได้ยากเย็นด้วยขนาดและน้ำหนักของมัน ดังนั้นแผนดังกล่าวจึงต้องพับเก็บไป อีกเกร็ดความรู้สนุกๆ คือในอดีตนั้น ผู้โดยสารจะไม่ได้มีแนวความคิดแบบชั่วโมงและนาที เพราะวิธีนับเวลาของพวกเขาจะเป็นแบบนับทีละ 2 ชั่วโมง
การได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ทำให้ผมตระหนักถึงความสะดวกสบายของการเดินทางด้วยรถไฟในยุคปัจจุบัน ที่ข้อมูลอย่างเช่นตารางเวลารถไฟนั้นหาได้ง่าย และมีรถไฟวิ่งให้บริการอย่างราบรื่นในทุกๆ วัน
⑥ ชมชินคันเซ็นที่วิ่งผ่านไปมา
อยากเห็นรถไฟชินคันเซ็นของจริงวิ่งผ่านไปมาไหม? ถ้าใช่ ขึ้นไปยังดาดฟ้าพาโนรามา (Panorama Deck) ณ ชั้นสี่ของพิพิธภัณฑ์ได้เลย ที่นี่เป็นพื้นที่ชมวิวบนดาดฟ้าที่ผู้เยี่ยมชมสามารถชมวิวทิวทัศน์โดยรอบของพิพิธภัณฑ์ได้แบบพาโนรามา แถมพื้นที่นี้ยังมีม้านั่งให้ด้วย ดังนั้นผู้เยี่ยมชมสามารถผ่อนคลายและชมวิวอันยอดเยี่ยมโดยรอบได้
ข้อดีที่สุดของดาดฟ้าพาโนรามาคือผู้เยี่ยมชมสามารถชมรถไฟชินคันเซ็นวิ่งผ่านพิพิธภัณฑ์จากตรงนี้ได้ โดยพิพิธภัณฑ์นั้นตั้งอยู่ใกล้สถานี Ōmiya ซึ่งเป็นสถานีที่ชินคันเซ็นหลายขบวนแวะจอด ดังนั้นผู้เยี่ยมชมสามารถชมรถไฟชินคันเซ็นทั้งขาเข้าและขาออกวิ่งผ่านพิพิธภัณฑ์ได้จากตรงนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ที่นั่นยังมีตารางเวลารถไฟชินคันเซ็นที่บอกว่ารถไฟขบวนไหนจะวิ่งผ่านพิพิธภัณฑ์ ณ เวลาใดแบบเป๊ะๆ โดยเวลาของรถไฟถูกคำนวณโดยอิงจากเวลาเข้าและออกจากสถานี Ōmiya ของแต่ละขบวน และระหว่างที่ผมอยู่บนดาดฟ้าพาโนรามา ผมก็ได้เห็นรถไฟ Hakutaka 554 (มุ่งหน้าสู่โตเกียว) ณ เวลา 10:08 น. และรถไฟ Asama 607 (มุ่งหน้าสู่นากาโนะ) ณ เวลา 10:10 ซึ่งผมโชคดีมาก!
⑦ บรรดาของที่ระลึกสุดลิมิเต็ด
หลังจากการเดินทัวร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจรอบพิพิธภัณฑ์กันเรียบร้อย มาแวะที่ร้านขายของที่ระลึกของพิพิธภัณฑ์กันสักหน่อยไหม? ณ ชั้นหนึ่งของอาคารหลักนอกสถานีล้อขับเคลื่อนนั้น จะมีร้านขายของในพิพิธภัณฑ์ TRAINIART ที่ผู้เยี่ยมชมสามารถดูและสำรวจของที่ระลึกธีมรถไฟที่ลิมิเต็ดได้ ตั้งแต่ของขวัญชิ้นเล็กๆ ไปจนถึงขนมอร่อยๆ
ร้านนี้ขายทุกอย่าง ตั้งแต่ของที่ระลึกสวยๆ ไปจนถึงสินค้าแปลกใหม่ แต่สิ่งที่สะดุดตาผมที่สุดคือโซนจำหน่ายอาหาร ซึ่งเต็มไปด้วยขนมขบเคี้ยวแบบลิมิเต็ดที่แพ็กมาในแพ็กเกจดีไซน์น่ารัก โดยมีขนมทุกแบบ ตั้งแต่คุกกี้ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถไฟขบวนเด่นที่มีอยู่จริง ไปจนถึงอาหารที่แพ็กมาในหีบห่อที่ตกแต่งด้วยรูปภาพชินคันเซ็น
ผมต้องยอมรับว่ามีของที่ระลึกน่ารักๆ บนชั้นวางในโซนนั้นอยู่หลายชิ้นมากที่ผมอยากซื้อ หนึ่งในของที่เด่นสะดุดตามากที่สุดคือบรรดาคุกกี้ที่แพ็กมาในบรรจุภัณฑ์รูปรถไฟชินคันเซ็นต่างๆ เช่นรถไฟซีรีส์ E5 และ E6 และรวมถึงรูปรถไฟ Doctor Yellow ที่มักไม่ค่อยมีใครได้เห็นตอนที่มันออกทำงานเพื่อการทดสอบและซ่อมบำรุงด้วย
ถ้าคุณจะมาเยี่ยมพิพิธภัณฑ์รถไฟ แนะนำให้มาแวะร้านขายของในพิพิธภัณฑ์และชมสินค้าต่างๆ ที่วางจำหน่ายให้ได้เลย!
พิพิธภัณฑ์รถไฟ (鉄道博物館 The Railway Museum)
ที่อยู่: 3-47 Onari-cho, Omiya-ku, Saitama-shi, Saitama 330-0852
การเดินทาง: เดิน 1 นาทีจากสถานี Tetsudo-Hakubutsukan (ニューシャトル鉄道博物館駅) ของรถไฟ New Shuttle
(หมายเหตุ: ผู้เยี่ยมชมต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าสำหรับเข้าพิพิธภัณฑ์ โดยหาซื้อได้ที่ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven Lawson หรือ Mini Stop ตั๋วเข้าชมนั้นไม่มีจำหน่ายที่พิพิธภัณฑ์)
ปิดท้าย
ผมได้ใช้เวลาทั้งช่วงเช้าไปกับการเดินชมพิพิธภัณฑ์ และได้ลองดูทางรถไฟในประวัติศาสตร์และเทคโนโลยีอันทันสมัยในปัจจุบันของญี่ปุ่น แม้ว่ามันจะเป็นประสบการณ์ที่อิ่มตาอิ่มใจมากๆ แต่ก็ยังมีอีกหลายโซนในพิพิธภัณฑ์ที่ผมไม่ได้เข้าไปเยี่ยมชมและสัมผัสประสบการณ์ โดยบางโซนนั้นปิดทำการเนื่องจากการแผร่ระบาดของไวรัสโคโรนา หรือเพื่อการซ่อมบำรุง
อย่างไรก็ตาม นั่นก็ถือว่าผมมีเหตุผลเพิ่มเติมในการมาเยี่ยมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อีกเมื่อมีโอกาส ผมแนะนำพิพิธภัณฑ์นี้เป็นอย่างยิ่งสำหรับใครก็ตามที่รักการนั่งรถไฟในญี่ปุ่น และผู้ที่อยากรู้เพิ่มเติมว่ารถไฟเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นนี้ได้อย่างไร
JR TOKYO Wide Pass
อยากมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์รถไฟและจุดท่องเที่ยวอื่นๆ ในทริปไปเช้าเย็นกลับระหว่างพักอยู่ที่โตเกียวใช่ไหม? งั้นขอแนะนำ JR TOKYO Wide Pass ตั๋ว Pass ราคาย่อมเยาที่ให้คุณนั่งรถไฟ (รวมถึงชินคันเซ็น) บนทางรถไฟของ JR East และทางรถไฟที่ไม่ใช่ของ JR บางสายได้แบบไม่จำกัดเที่ยว ในพื้นที่ที่ตั๋วครอบคลุมตลอดระยะเวลา 3 วันติดกัน ด้วยราคาเพียง 15,000 เยน ตั๋วนี้เอื้อให้นักท่องเที่ยวเดินทางจากโตเกียวไปโอมิยะ และรอบๆ ภูมิภาคคันโต รวมถึงคามาคุระ แหลมอิสุ และคาวากุจิโกะได้ คุณยังสามารถสำรองที่นั่งแบบออนไลน์ล่วงหน้าได้ฟรีถึง 1 เดือนผ่าน JR-EAST Train Reservation
ตั๋ว JR TOKYO Wide Pass ยังสามารถใช้กับประตูอัตโนมัติได้ และผู้ถึงพาสปอร์ตต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นก็สามารถใช้ตั๋วนี้ได้ด้วย (หมายเหตุ: ตั๋ว Pass นี้ไม่สามารถใช้ขึ้น New Shuttle ได้ ดังนั้นผู้ถือตั๋วจึงต้องซื้อตั๋วแยกต่างหากเพื่อโดยสาร)
เครดิตภาพปก: JR East / Nazrul Buang